โรงเรียนบ้านเขาเทพพิทักษ์

หมู่ที่ 1 บ้านเขาเทพทิทักษ์ ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84230

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

077-380199

สตรีมีครรภ์ อธิบายถึงน้ำหนักของสตรีมีครรภ์ในการตั้งครรภ์แต่ละรายเดือน

สตรีมีครรภ์ น้ำหนักขณะตั้งครรภ์ หรือน้ำหนักของคุณแม่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยตรวจสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อย คนท้องควรเพิ่มน้ำหนักได้กี่กิโลกรัมต่อเดือน เรามีเคล็ดลับและวิธีจัดการกับน้ำหนัก ระหว่างตั้งครรภ์มาฝาก แม่ทุกคนต้องการให้ลูกน้อยมีสุขภาพแข็งแรง และปลอดภัยในน้ำหนักที่เหมาะสม

ดังนั้นคุณแม่หลายคนจึงหันมาหาสิ่งที่มีประโยชน์มาบำรุง ระหว่างตั้งครรภ์อย่างเพียงพอ เลือกรับประทานอาหารที่ดี และหลากหลาย เพื่อสุขภาพของตัวคุณเองและลูกในท้อง โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่หลายคนมีอีกความคิดหนึ่งคือ ต้องเลี้ยงลูกเอง น้ำหนักที่ชื้นเกินไปก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน และในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์

คุณแม่บางคน มีอาการแพ้ท้องอย่างรุนแรง ควรเพิ่มกี่กิโลถึงจะทำให้น้ำหนักลดดีต่อตัวเองและลูก มาดูวิธีการดูแลตัวเองที่ถูกต้องกันดีกว่า อะไรเกี่ยวกับการกินและวิธีจัดการน้ำหนักของคุณ ในระหว่างตั้งครรภ์ ควรเพิ่มน้ำหนักขณะตั้งครรภ์เท่าไรในแต่ละเดือน

สตรีมีครรภ์อาจรู้สึกว่า น้ำหนักเพิ่มขึ้นมากเพียงใด ลูกน้อยในครรภ์จะเติบใหญ่แข็งแรง บางคนมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเกือบ 20 กิโลกรัม ระหว่างตั้งครรภ์ ในขณะที่บางคนสูญเสียความอยากอาหาร การไม่ทานอาหารทำให้น้ำหนักขึ้นน้อยลง ตามหลักการแพทย์ได้รับความสนใจมาก น้ำหนักของสตรีมีครรภ์ ควรอยู่ที่ประมาณ 10-15 กิโลกรัม เฉลี่ยประมาณ 12.5 กิโลกรัม ในแต่ละไตรมาสของการตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์มีน้ำหนักตัวไม่เท่ากัน

ซึ่งแสดงให้เห็นโดยน้ำหนักครรภ์ ไตรมาสแรก ส่วนใหญ่ในช่วงไตรมาสที่ 1 นี้ คุณแม่จะน้ำหนักไม่ขึ้น หรือแม้กระทั่งช่วยลดน้ำหนัก เพราะลูกยังเล็กมาก นี่คือช่วงที่ร่างกายของคุณปรับตัว หากคุณมีอาการแพ้ท้องและไม่สามารถกิน หรือนอนหลับได้ หากคุณน้ำหนักขึ้นในช่วงนี้ โดยทั่วไปจะไม่เกิน 2 กิโลกรัม

น้ำหนักการตั้งครรภ์ ไตรมาสที่สองอายุครรภ์ 4-6 เดือน เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ อาการแพ้ท้องของคุณ จะเริ่มน้อยลงเมื่อผ่านไป 4 เดือน อาหารที่กินได้น้อยลงก่อนเริ่มกินได้ปกติ หรือบางคนพอหายแพ้ท้องก็อยากกินโน่นกินนี่แทนที่จะหยุด ทำให้น้ำหนักค่อยๆ เพิ่มขึ้น ประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม ต่อเดือน โดยทั่วไป น้ำหนักควรเพิ่มขึ้นอีก 4-5 กิโลกรัม ในไตรมาสที่ 2 ช่วงนี้เรียกว่าช่วงที่แม่มีครรภ์ดูอิ่ม สวมชุดคลุมท้อง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น

สตรีมีครรภ์

น้ำหนักของการตั้งครรภ์ ในไตรมาสที่สาม อายุครรภ์ตั้งแต่ 7-9 เดือน รูปร่างของแม่จะเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก เพราะน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3 กิโลกรัม ของทุกเดือน และน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ หรือคงที่ ในช่วงเดือนสุดท้าย และคุณแม่จะรู้สึกอึดอัดมากขึ้น

คุณแม่บางคนกินได้น้อยลงเพราะลูกโตเร็วทั้งร่างกายและจิตใจ รวมถึงขนาดที่ใหญ่ขึ้น โดยรวมแล้วช่วงนี้น้ำหนักควรเพิ่มขึ้นอีก 5-6 กิโลกรัม ซึ่งสำหรับแม่ที่มีลูกแฝดนั้น น้ำหนักจะต้องเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าหรือสามเท่า ตามจำนวนทารกในครรภ์ แต่น่าจะหนักกว่าปกติประมาณ 17-23 กิโลกรัม

น้ำหนักขึ้นตอนตั้งครรภ์มาจากไหน สตรีมีครรภ์ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นทุกเดือน ไม่เพียงแต่น้ำหนักของทารกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากส่วนอื่นๆ ของร่างกายแม่อีกด้วย โดยแบ่งคร่าวๆ ดังนี้น้ำหนัก 3,000 กรัม พลาเซนต้า 650 กรัม มดลูก 900 กรัม น้ำคร่ำ 800 กรัม เต้านม 400 กรัม เลือดและของเหลวในร่างกาย 1,200 กรัม ไขมันและโปรตีน 5,200 กรัม

น้ำหนักการตั้งครรภ์มากเกินไป น้อยเกินไป ควรระวังอะไรบ้าง หญิงตั้งครรภ์ที่น้ำหนักขึ้นมากกว่าปกติ อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ รวมถึงการคลอดบุตร เช่น คุณแม่มีอาการเหนื่อยง่าย ปวดหลังมากขึ้น เส้นเลือดขอดมากขึ้น ลูกตัวโตยาก ถ้าผ่าคลอด แผลผ่าตัดล่าช้า ตกเลือดได้ง่ายจากหลังคลอด เสี่ยงเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง และโรคอื่นๆ เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด หลังคลอดแล้วการลดน้ำหนักจะยิ่งยากขึ้น หากต้องการมีรูปร่างที่ดี

สำหรับคุณแม่ที่ผอม แม้ว่าเธอจะตั้งครรภ์ น้ำหนักของเธอก็ไม่เปลี่ยนแปลง และรูปร่างของเธอก็ยังสมบูรณ์แบบมาก น้ำหนักแรกเกิดของทารกจะต่ำกว่าปกติ การเกิดตัวเล็กมีผลกระทบต่อสุขภาพของเด็ก หากหญิงตั้งครรภ์น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นในช่วง 2-4 เดือนของการตั้งครรภ์ หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ในช่วงเดือนที่ 4-6 หรือมากกว่าครึ่งกิโลกรัมต่อสัปดาห์ ในช่วงเดือนที่ 7-9 อย่ารอช้า หลายเดือนให้รีบไปโรงพยาบาลไปพบแพทย์

นานาสาระ : โรคขาดวิตามิน อธิบายเกี่ยวกับโรคขาดวิตามินและแร่ธาตุสำหรับผู้หญิง